สภา กทม. ถกเดือดแก้ข้อบังคับการประชุม ลดสัดส่วนกรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าฯ กทม. มีสิทธิเสนอชื่อ จากไม่เกินกึ่งหนึ่งเหลือไม่เกินหนึ่งในสี่ “ไม้–วิพุธ ศรีวะอุไร” ส.ก. เขตบางรัก ทีมคนทำงาน คัดค้าน หวั่นกระทบความคล่องตัวในการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ชี้การตรวจสอบต้องเดินควบคู่กับการแก้ปัญหาให้ประชาชน ขณะที่การลงมติเกิดคะแนนสูสี ก่อนประธานสภาฯ ใช้เสียงชี้ขาด แต่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ หลังสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร มีการพิจารณาข้อเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ข้อ 87 โดยมีสาระสำคัญคือการปรับลดสัดส่วนกรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อ จากเดิมไม่เกินกึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งคณะ เหลือไม่เกินหนึ่งในสี่ ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบคณะกรรมการและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร

นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือ “ไม้” สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางรัก ทีมคนทำงาน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับหลักการแก้ไขดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าภารกิจของสภา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาปัญหาเมือง การตรวจสอบฝ่ายบริหาร การผลักดันนโยบาย หรือการปรับปรุงกฎหมาย ล้วนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร ข้าราชการประจำ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานที่มีความเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง

ชี้กติกาเดิมยืดหยุ่นกว่า ลดเพดานเท่ากับจำกัดทางเลือกสภา

นายวิพุธอธิบายว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดให้ผู้ว่าฯ กทม. เสนอชื่อกรรมการวิสามัญได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งนั้น เป็นเพียงการกำหนดเพดานสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายบริหารจะต้องเสนอชื่อบุคคลให้ครบตามสัดส่วนทุกครั้ง

การกำหนดเพดานดังกล่าวเปิดโอกาสให้สภาสามารถพิจารณาองค์ประกอบคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นของแต่ละเรื่อง โดยบางประเด็นอาจต้องการผู้แทนฝ่ายบริหารเพียง 1–2 คน ขณะที่บางเรื่องมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากหลายสำนักเข้ามาร่วมศึกษา

นายวิพุธมองว่า การลดเพดานเหลือเพียงหนึ่งในสี่อาจทำให้สภาขาดความยืดหยุ่นในการจัดองค์ประกอบคณะกรรมการ และอาจส่งผลให้การกำหนดสัดส่วนกรรมการอยู่ในมือฝ่ายสภามากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ดีกว่าเดิม

ตั้งคำถามลดสัดส่วนฝ่ายบริหาร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร?

ส.ก. เขตบางรัก ย้ำว่า คณะกรรมการวิสามัญไม่ควรเป็นพื้นที่ของฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากหลายฝ่ายเข้ามาร่วมกันศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเมือง

พร้อมตั้งคำถามว่า หากลดสัดส่วนกรรมการที่ผู้ว่าฯ มีสิทธิเสนอชื่อจากไม่เกินกึ่งหนึ่งเหลือหนึ่งในสี่ จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร และจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครรวดเร็วหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ หากเห็นว่าควรปรับปรุงข้อบังคับเดิมจริง นายวิพุธเสนอว่าอาจพิจารณาสัดส่วนไม่เกินหนึ่งในสาม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบฝ่ายบริหารกับความจำเป็นในการดึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน

มติสูสี 23 ต่อ 23 ประธานสภาฯ ใช้เสียงชี้ขาด ก่อนสะดุดองค์ประชุม

สำหรับผลการพิจารณา ที่ประชุมสภา กทม. มีมติเห็นชอบในวาระแรกด้วยคะแนน 23 ต่อ 20 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ก่อนที่ประธานสภาฯ จะเสนอให้พิจารณาร่างแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวสามวาระรวด

อย่างไรก็ตาม การลงมติในขั้นตอนต่อมาปรากฏว่ามีคะแนนเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากันที่ 23 ต่อ 23 เสียง ทำให้ประธานสภาฯ ต้องใช้อำนาจตามข้อบังคับข้อ 79 ออกเสียงชี้ขาดโดยลงมติเห็นชอบ

เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในรายละเอียดของวาระสองและวาระสาม ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับสัดส่วนกรรมการวิสามัญได้ ประกอบกับสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม จึงต้องปิดการประชุม โดยประเด็นดังกล่าวยังคงต้องติดตามการพิจารณาต่อในการประชุมสภา กทม. สัปดาห์หน้า

ย้ำสภาต้องตรวจสอบเข้มข้น แต่ไม่ปิดกั้นการทำงานร่วมกัน

นายวิพุธยืนยันจุดยืนของทีมคนทำงานว่า สภากรุงเทพมหานครควรเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่พื้นที่ของฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

พร้อมระบุว่า การตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารเป็นภารกิจสำคัญที่สภาต้องรักษาไว้ แต่การตรวจสอบอย่างเข้มข้นสามารถดำเนินควบคู่กับความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ การแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ถือเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการวิสามัญในอนาคต โดยฝ่ายที่สนับสนุนการลดสัดส่วนอาจให้ความสำคัญกับการเพิ่มอิสระในการตรวจสอบของสภา ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลถึงข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นและการเข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายบริหาร

จึงต้องจับตาว่าการพิจารณาครั้งต่อไป สภา กทม. จะสามารถหาข้อสรุปที่รักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารกับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพมหานครได้อย่างไร

#สภากรุงเทพมหานคร #สภากทม #ไม้วิพุธ #วิพุธศรีวะอุไร #ทีมคนทำงาน #สกคนทำงาน #กรุงเทพมหานคร